happy new year

happy new year

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กล้วยไม้รองเท้านารี

กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองของไทย

กล้วยไม้รองเท้านารีสกุล  Paphiopedilum มีชื่อสามัญว่า  Venu s’ Slipper   มีชื่อไทยว่า รองเท้านารีหรือ
รองเท้าแตะนารี ที่เรียกชื่อดังนี้เนื่องจากดอกมีลักษณะขอบปากงองุ้มเข้าหากันเป็นรูป คล้ายกระเป๋าหรือหัวรองเท้า
แตะของชาวดัทช์ กล้วยไม้รองเท้านารีจัดเป็นพืชที่มีศักยภาพอีกชนิดหนึ่งเนื่องด้วยมีรูปทรง สีสัน ความแปลกตาของ
ดอกและใบจึงทำให้มีผู้สนใจ รัก และปลูกเลี้ยงกันมากขึ้น อีกทั้งเป็นพืชที่มีสนนราคาค่อนข้างสูง จึงได้มีการปลูก
เพื่อการค้ากันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการนำกล้วยไม้รองเท้านารีมา ปลูกเลี้ยง
โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้นั้นควรได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและ หลีกเลี่ยงการลักลอบเก็บมาจาก
ธรรมชาติ เพื่อให้กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ของไทยคงอยู่ตลอดไปและไม่สูญพันธุ์ไป จากป่าของไทย ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยมี จำนวน 17 ชนิดล้วนอยู่ในสกุล Paphiopedilum เพียงสกุลเดียวเท่านั้น ซึ่งได้รับความสนใจนำมาปลูกเลี้ยง ปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์เพื่อการค้ากันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและ ต่าง ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น บางประเทศในยุโรปและเอเชีย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งส่งออกกล้วยไม้ รองเท้านารีที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกไม่แพ้ไม้ดอกไม้ประดับประเภทอื่นๆ ทั้งในรูปแบบของไม้กระถางและไม้ตัดดอก

ถิ่นกำเนิดของกล้วยไม้รองเท้านารีสกุล Paphiopedilum
กล้วยไม้รองเท้านารีสกุล Paphiopedilum จัดเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน โดยเฉพาะแถบเอเชีย
ตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่ อินเดีย บังคลาเทศ นิวกินี ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน หมู่เกาะโซโลมอน อินโดนีเซีย พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย
กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองสกุล Paphiopedilum ที่พบว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทยมี 17 ชนิดได้แก่
1.  รองเท้านารีคางกบคอแดง (Paph. appletonianum var. wolterianum.)
2.  รองเท้านารีม่วงสงขลา หรือรองเท้านารีคางกบภาคใต้ (Paph. barbatum)
3.  รองเท้านารีฝาหอย (Paph. bellatulum.)
4.  รองเท้านารีคางกบ หรือรองเท้านารีไทยแลนด์ (Paph. callosum.)
5.  รองเท้านารีดอยตุง (Paph. charlesworthii.)
6.  รองเท้านารีเหลืองปราจีน หรือรองเท้านารีเหลืองกาญจน์ หรือรองเท้านารีเหลืองอุดร ( Paph. concolor)
7.  รองเท้านารีเหลืองกระบี่ (Paph. exul)
8.  รองเท้านารีขาวชุมพร (Paph. godefroyae)
9.  รองเท้านารีเหลืองตรัง หรือรองเท้านารีเหลืองพังงา  (Paph. godefroyae var. leucochilum)
10.  รองเท้านารีเหลืองเลย (Paph. hirsutissimum var. esquirolei)
11.  รองเท้านารีอินซิกเน่ (Paph. insigne)
12.  รองเท้านารีขาวสตูล (Paph. niveum)
13.  รองเท้านารีเมืองกาญจน ์หรือรองเท้านารีเชียงดาว (Paph. parishii)
14.  รองเท้านารีปีกแมลงปอ หรือรองเท้านารีสุขะกูล ( Paph. sukhakulii)
15.  รองเท้านารีอินทนนท์ (Paph. villosum)
16.   รองเท้านารีช่องอ่างทอง ( Paph. X Ang Thong)
17.   รองเท้านารีเกาะช้าง ( Paph. X Siamensis)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ราก รากออกจากโคนต้นแล้วแผ่กระจายในแนวราบมีขนาดทั้ง เล็กและใหญ่สีน้ำตาล และมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ทั่วไป
ลำต้น ลำต้นสั้นมาก ไม่มีลำลูกกล้วย
ใบ ใบมีหลายแบบทั้งรูปขอบขนาน รูปรี รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปแถบออกสลับกันทั้งสองข้าง มีจำนวน 2-7 ใบต่อต้น ใบตั้งขึ้นหรือแผ่ขนานไปกับพื้น แผ่นใบหนา เส้นกลางใบพับเป็นร่อง ปลายใบมนเว้าหรือแหลมมีทั้งสีเขียวเป็นมัน เป็นลายตาราง หรือเป็นลายคล้ายหินอ่อน สีเขียวเข้มสลับกับสีเขียวอมเทาทั่วทั้งใบ โคนกาบใบอาจมีสีม่วงเรื่อและมีขนเล็กๆ ปกคลุมตามขอบใบ
ดอก ดอกจะออกที่ปลายยอดมีทั้งดอกเดี่ยวและเป็นข่อมีขนาดแตกต่างกันไปก้านดอกอาจ ยาวหรือสั้น มีสีเขียว ม่วงแดง หรือน้ำตาลแดง และมักมีขนปกคลุม กาบรองดอกรูปไข่ หรือรูปหอกเรียวแหลมห่อหุ้มรังไข่ไว้ มีสีเขียว น้ำตาลแดง หรือม่วงแดง และมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ทั้งสองส่วน กลีบดอกหนาเป็นมัน กลีบปากเปลี่ยนรูปจนมีลักษณะคล้ายถุงหรือส่วนปลายรองเท้าแตะของผู้หญิงเพื่อ ช่วยในการผสมพันธุ์ ด้านนอกมักมีขนนุ่มปกคลุมเช่นกัน ด้านในมีสีสันสวยงาม เป็นดอกสมบูรณ์ เพศและมีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ 2 อัน
ฝัก ฝักเกิดจากการขยายตัวของก้านดอกหลังการผสมพันธุ์ เมื่อแก่มีสีน้ำตาลและจะแตกออกตามแนวยาวของฝัก ภายในมีเมล็ดเล็กคล้ายฝุ่นปลิวไปตามลมได้ง่าย


การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีนิยมปฏิบัติกันมี 2 วิธีคือ
1. การเพาะเมล็ดโดยนำเมล็ดจากฝักแก่ที่ได้จากการผสมมาเพาะบนอาหารสังเคราะห์ใน สภาพปลอดเชื้อ
2. การแยกหน่อเมื่อต้นกล้วยไม้รองเท้านารีเจริญเติบโตแตกกอแน่นจึงนำมาแยกให้ เป็นต้นย่อยแล้วนำไปปลูกใหม่
ปัจจุบันกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองของไทยหลายชนิดเป็น ที่รู้จัก และได้รับความสนใจ กันเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีทรงพุ่มเตี้ยดอกสวยงามและบานทน จึงมีการนำมาปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์เพื่อการค้ากันอย่างแพร่หลายทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ กล้วยไม้รองเท้านารีเป็น กล้วยไม้ประเภทฐานร่วมคือเติบโตโดยแตกหน่อใหม่จากตาข้างของต้นเดิม เพื่อสร้างช่อดอก ลำต้น สั้นมากไม่มีลำลูกกล้วยในธรรมชาติมักขึ้นอิงอาศัยต้นไม้ใหญ่บนพื้นที่สูง จากระดับน้ำทะเลมากๆ หรือขึ้นตามซอกผาหินและพื้นดินที่มีซากใบไม้ผุทับถมอยู่เป็นเวลานานหลายปี สำหรับกล้วยไม้รองเท้านารีสกุลนี้มักเจริญอยู่บนพื้นดินและเจริญเติบโตช้า การที่ดอกมีรูปทรงแปลกตาและใช้เป็นไม้ประดับจึงได้รับความนิยมในการปลูก เลี้ยงกัน อย่างแพร่หลาย ทำให้มีการเก็บรวบรวมมาจากป่าเป็นจำนวนมากและในขณะเดียวกันป่าไม้ก็ได้ ถูกทำลายลงด้วย ทำให้ปริมาณกล้วยไม้รองเท้านารีลดลงมากจนน่าเป็นห่วงว่าจะสูญพันธุ์ ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดให้กล้วยไม้รองเท้านารีเป็นพืชอนุรักษ์ในบัญชีแนบ ท้ายหมายเลข 1ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ กำลังสูญพันธุ์ (CITES) ซึ่งควบคุมไม่ให้มีการส่งออกกล้วยไม้รองเท้า นารีที่เก็บจากป่า ยกเว้นกรณีที่พืชอนุรักษ์เหล่านี้ได้มาจากการขยายพันธุ์เทียมเท่านั้น ซึ่งหมายรวมถึงต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยง ในสภาพปลอดเชื้อและคงจำนวนพ่อแม่พันธุ์ไว้
การขยายพันธุ์เทียมที่จะทำให้ได้พืชจำนวนมากเป็นการค้าในปัจจุบัน ทำได้เฉพาะจากการเพาะเมล็ดเท่านั้น ปกติการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีนิยมทำโดยการเพาะเมล็ดซึ่งต้องใช้เวลา นานในการงอกและจะได้จำนวนต้นปริมาณไม่ มากนัก ซึ่งจะขึ้น กับปัจจัยหลายประการ เช่น ความสมบูรณ์ของเมล็ดในฝักไม่เหมาะสมเนื่องจากคัพภะมีการเจริญเติบโตค่อนข้าง ช้าต้องใช้เวลา ตั้งแต่ผสมเกสรถึงคัพภะแก่นานถึง 190-200 วัน และเมล็ดภายในฝักแก่ไม่พร้อมกัน อีกทั้งความไม่เหมาะสมของอาหารที่ใช้เพาะ เลี้ยงด้วย สำหรับการขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อจะได้จำนวนต้นน้อยกว่าการเพาะเมล็ดเนื่อง จากต้นเจริญเติบโตช้าจึงทำให้การ แตกหน่อช้าไปด้วยและจำนวนหน่อที่แตกจากต้นเดิมจะให้จำนวนหน่อ 3-4 หน่อต่อต้นเท่านั้น


การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือการขยายพันธุ์เทียม
เพื่อขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีให้ได้ปริมาณมากในเวลา ที่รวดเร็ว จึงได้ทำการทดลองเพาะเลี้ยงเนื้อจากส่วนรากของ กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์เหลืองตรัง-เหลืองพังงา ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีขนาดของดอกใหญ่ ดอกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 เซนติเมตร และดอกบานทน เป็นที่ต้องการของตลาดและนักนิยมเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารี โดยทำการเพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อพบว่าราก ที่ใช้เพาะเลี้ยงสามารถให้จำนวนต้นตั้งแต่ 15-40 ต้นต่อรากซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของรากที่ใช้เพาะเลี้ยงด้วย โดยมีขั้นตอนการเพาะ เลี้ยงดังนี้
1.  เพาะเลี้ยงต้นกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์เหลืองตรัง-เหลือง พังงา ในสภาพปลอดเชื้อบนอาหารสังเคราะห์สูตรมูราชิกิและสกู๊ก เพาะเลี้ยงจนกระทั่งรากมีความสมบูรณ์อวบอ้วนและแก่เต็มที่จะมีขนาดของเส้น ผ่าศูนย์กลาง 2-4 เซนติเมตร
2.  ตัดเอาเฉพาะส่วนของรากจากข้อ 1 มาเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์สูตรมูราชิกิและสกู๊กที่เติมฮอร์โมน BA และ NAA เพาะเลี้ยงประมาณ 6 เดือนจะเกิดเป็นต้นเล็กๆ บนรากเป็นจำนวนมากซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของรากด้วย ถ้ารากมีขนาดเล็กก็จะให้ จำนวนต้นน้อยกว่ารากที่มีขนาดใหญ่
3.  เพาะเลี้ยงต้นที่เกิดอยู่บนรากประมาณ 5 เดือน เพื่อให้ต้นอ่อนเจริญเติบโตได้ขนาดพอที่จะตัดแยกออกมาแล้วไม่ตาย จึงทำการตัดแยกต้นออกจากราก มาเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์สูตรเดิมจนกระทั้งลูกกล้วยไม้เติบโตเต็มที่ พร้อมรากจึงย้ายออก ปลูกในธรรมชาติได้
จากการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากส่วนของรากนี้สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากใน เวลารวดเร็วกว่าการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการแยกหน่อและลูกกล้วยไม้ ก็เจริญเติบโตได้เร็วมีใบ และรากสมบูรณ์ แข็งแรงพร้อมที่จะนำออกปลูกในสภาพธรรมชาติและเพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืช ไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากป่าตามพระราชเสาวนีย์ให้ขยายพันธุ์กล้วยไม้ รองเท้านารีปลูกคืนป่าตามโครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอัน เนื่องมาจากพระราชดำริด้วย





ข้อมูล    ธารทิพย์ เพชระบูรณิน. ผลิใบ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2

1 ความคิดเห็น: